Change History คืออะไร เช็กแคมเปญพังใน Google Ads

May 28, 2026
Change History, Google Ads, Google Ads Audit, เทคนิคยิงแอด, Campaign Performance

“เวลาผลลัพธ์ Google Ads แย่ลง หลายคนรีบโทษระบบ โทษคู่แข่ง หรือโทษงบ แต่บางครั้งสาเหตุจริงอาจมาจากการเปลี่ยนเล็ก ๆ ในบัญชี เช่น มีคนปรับ Budget, เปลี่ยน Bid Strategy, เพิ่ม Keyword, แก้ Conversion หรือ Pause แคมเปญโดยไม่รู้ตัว”

Change History คือเครื่องมือใน Google Ads ที่ใช้ตรวจสอบย้อนหลังว่าในบัญชีมีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นบ้าง ใครเป็นคนแก้ แก้เมื่อไร แก้ที่ระดับ Account, Campaign, Ad Group, Keyword, Ad, Budget, Bidding, Conversion หรือ Targeting ส่วนไหน ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญมากสำหรับการทำ Google Ads Audit

หลายครั้งที่ Campaign Performance ตกลง ไม่ได้เกิดจากตลาดเปลี่ยนอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงในบัญชี เช่น เพิ่ม Keyword ที่กว้างเกินไป, ปรับ Target CPA ต่ำเกินไป, เปลี่ยนงบผิดแคมเปญ, ลบ Negative Keywords, แก้ Conversion Action หรือเปิด Auto-Apply Recommendations บางอย่างไว้โดยไม่ได้ตรวจ

Google อธิบายใน Google Ads Help: About change history ว่า Change history เป็นเครื่องมือที่แสดงรายการเปลี่ยนแปลงในบัญชี Campaign และ Ad Group ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เช่น การ Pause Campaign, การเพิ่ม Keyword และการเปลี่ยน Budget เดิม พร้อมทั้งสามารถดูได้ว่าใครเป็นผู้ทำการเปลี่ยนแปลง

Google ยังอธิบายใน Google Ads Help: Review your account history ว่าสามารถใช้ Change History เพื่อดูว่ามีเหตุการณ์ใดที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของ Performance และสามารถ Filter ได้ตาม Campaign, Ad Group, Change type, User, Tool, Item changed และ Campaign experiment

ดังนั้น เทคนิคยิงแอด ที่ดีไม่ใช่แค่ดู Dashboard แล้วรีบแก้ แต่ต้องย้อนดู Change History ก่อนว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงที่ผลลัพธ์เปลี่ยน เพราะถ้าไม่รู้ว่าใครแก้อะไรไว้ การแก้แคมเปญต่ออาจกลายเป็นการแก้ผิดจุด และทำให้บัญชี Google Ads ยิ่งซับซ้อนขึ้นกว่าเดิม

ถ้าต้องการเรียน Google Ads แบบเป็นระบบ ตั้งแต่การอ่าน Report, Change History, Conversion Tracking, Smart Bidding, Search Terms, Optimization Score และการ Audit บัญชี สามารถดูรายละเอียดได้ที่ คอร์ส Google Ads Beginner to Expert หรือถ้าต้องการให้ทีมช่วยตรวจบัญชี Google Ads ว่าผลลัพธ์ตกเพราะอะไร สามารถดูที่ บริการรับทำโฆษณา Facebook, TikTok และ Google Ads

Change History Google Ads Google Ads Audit เทคนิคยิงแอด Campaign Performance Change Log

สารบัญบทความ

  1. Change History คืออะไร
  2. ทำไมคนยิง Google Ads ต้องดู Change History
  3. Change History ดูอะไรได้บ้าง
  4. แคมเปญพัง ยอดตก ค่าแอดแพงขึ้น ต้องดูอะไร
  5. ดูได้ไหมว่าใครแก้อะไรไว้
  6. ประเภทการเปลี่ยนแปลงที่ควรจับตา
  7. Auto-Apply, API และ Ads Editor มีผลอย่างไร
  8. วิธีดู Change History ใน Google Ads
  9. Workflow วิเคราะห์สาเหตุแคมเปญพังจาก Change History
  10. Undo การเปลี่ยนแปลงได้ไหม
  11. Framework AUDIT สำหรับใช้ Change History
  12. Masterclass: ตัวอย่างการใช้จริง
  13. Danger Zone: จุดพลาดที่ควรเลี่ยง
  14. Checklist ก่อนแก้แคมเปญที่ผลลัพธ์ตก
  15. FAQ คำถามที่พบบ่อย
  16. สรุปแนวคิดสำคัญ

Change History คืออะไร

Change History คือหน้าประวัติการเปลี่ยนแปลงใน Google Ads ที่บันทึกว่ามีการแก้ไขอะไรในบัญชีเกิดขึ้นบ้าง เช่น ใครเพิ่ม Keyword, ใครปรับ Budget, ใครเปลี่ยน Bid Strategy, ใคร Pause Campaign, ใครแก้โฆษณา หรือมีระบบใดเข้ามาเปลี่ยนแปลงบัญชี

เครื่องมือนี้สำคัญเพราะการทำ Google Ads ไม่ได้มีแค่การดูผลลัพธ์ปลายทาง แต่ต้องรู้ที่มาของการเปลี่ยนแปลงด้วย ถ้าแคมเปญเคยดีแล้วแย่ลง สิ่งแรกที่ควรตรวจไม่ใช่การแก้แคมเปญทันที แต่ควรย้อนดูว่าในช่วงที่ผลลัพธ์เริ่มเปลี่ยน มีอะไรถูกแก้ไปบ้าง

สรุปง่าย ๆ: Change History คือสมุดบันทึกการแก้ไขในบัญชี Google Ads ใช้ดูว่าใครแก้อะไร เมื่อไร และการแก้นั้นอาจเกี่ยวกับผลลัพธ์ที่ดีขึ้นหรือแย่ลงหรือไม่

ทำไมคนยิง Google Ads ต้องดู Change History

เวลายอดตก หลายคนมักรีบแก้ทันที เช่น เพิ่มงบ เปลี่ยน Bid Strategy ปรับ Keyword หรือเปลี่ยนโฆษณา แต่ถ้าไม่รู้ว่าก่อนหน้านั้นมีอะไรถูกเปลี่ยนไป การแก้ต่ออาจทำให้บัญชียิ่งซับซ้อน และอาจซ้ำเติมปัญหาเดิมให้แย่ลง

Change History ช่วยให้เราวิเคราะห์แบบมีหลักฐาน เช่น ก่อน CPA แพงขึ้น มีคนเปลี่ยน Target CPA หรือไม่ ก่อน Lead แย่ลง มีคนเพิ่ม Broad Match หรือไม่ ก่อนยอดหาย มีใคร Pause Keyword หลักหรือไม่ ก่อน ROAS ตก มีใครแก้ Conversion Value หรือไม่

Change History ช่วยตอบคำถามอะไร

  • ผลลัพธ์ตกหลังจากมีการเปลี่ยนอะไรในบัญชีหรือไม่
  • ใครเป็นคนแก้ Campaign, Ad Group, Keyword หรือ Budget
  • มีระบบอัตโนมัติหรือ Tool ภายนอกเข้ามาแก้บัญชีหรือไม่
  • มีการเปลี่ยน Bidding, Targeting หรือ Conversion Tracking หรือไม่
  • ควร Undo การเปลี่ยนแปลงบางอย่างหรือควรเก็บไว้ดูผลต่อ

Change History ดูอะไรได้บ้าง

ใน Change History เราสามารถดูการเปลี่ยนแปลงหลายระดับ ตั้งแต่ระดับ Account, Campaign, Ad Group, Keyword, Ad, Asset, Budget, Bidding, Conversion, Location, Language, Network และ Targeting รวมถึงดูได้ว่าการเปลี่ยนแปลงเกิดจาก User คนใด หรือเกิดจาก Tool อะไร

Google ระบุว่า Change History สามารถ Filter ตามประเภทการเปลี่ยนแปลง เช่น Budget, Bidding, Keyword, Status, Targeting, Conversion และอื่น ๆ ได้ จึงเหมาะมากสำหรับการทำ Audit เมื่อผลลัพธ์เปลี่ยนผิดปกติ

Budget: ดูการเพิ่ม ลด หรือแก้งบของ Campaign
Bidding: ดูการเปลี่ยน Bid Strategy, Target CPA, Target ROAS หรือ Bid Limit
Keyword: ดูการเพิ่ม Pause Resume Remove Keyword หรือการแก้ Bid ระดับ Keyword
Conversion: ดูการสร้าง แก้ หรือลบ Conversion Action
Targeting: ดูการเปลี่ยน Location, Language, Audience หรือ Network

แคมเปญพัง ยอดตก ค่าแอดแพงขึ้น ต้องดูอะไร

ถ้าแคมเปญเคยทำงานดี แล้วอยู่ดี ๆ CPA แพงขึ้น Conversion ลดลง ROAS ตก หรือ Lead Quality แย่ลง สิ่งที่ควรทำคือจับช่วงเวลาที่ Performance เริ่มเปลี่ยน แล้วเทียบกับ Change History ในช่วงก่อนหน้าและช่วงเดียวกัน

ตัวอย่างเช่น ถ้า CPA เริ่มแพงขึ้นวันที่ 15 ให้ย้อนดู Change History ตั้งแต่วันที่ 10–15 ว่ามีการเปลี่ยนอะไร เช่น เปลี่ยน Bid Strategy, เพิ่ม Keyword, แก้ Ad, ปรับ Budget, เปลี่ยน Landing Page URL หรือแก้ Conversion Action หรือไม่

สัญญาณที่ควรเปิด Change History ทันที

  • CPA สูงขึ้นผิดปกติหลังจากแคมเปญเคยนิ่ง
  • Conversion ลดลง ทั้งที่ Spend ใกล้เคียงเดิม
  • ROAS ตกโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน
  • Lead เพิ่มขึ้นแต่คุณภาพแย่ลง
  • Impressions หรือ Clicks หายไปมากผิดปกติ
  • Budget ใช้เร็วขึ้นหรือใช้ไม่หมดแบบผิดปกติ
  • Search Terms เริ่มกว้างขึ้นหลังจากมีการแก้ Keyword หรือ Match Type

ดูได้ไหมว่าใครแก้อะไรไว้

Change History ช่วยดูได้ว่าใครเป็นผู้ทำการเปลี่ยนแปลง ถ้าการเปลี่ยนนั้นเกิดผ่าน Google Ads Interface ระบบมักแสดง Email ของ User ที่ทำรายการ นี่สำคัญมากสำหรับบัญชีที่มีหลายคนดูแล เช่น เจ้าของธุรกิจ ทีมการตลาด เอเจนซี่ ฟรีแลนซ์ หรือทีม Google Support ที่เคยให้คำแนะนำ

นอกจากนี้ Change History ยังอาจแสดงการเปลี่ยนแปลงที่มาจาก Tool เช่น Automated Rules, Google Ads API หรือ Google Ads Editor ได้ด้วย ทำให้เรารู้ว่าบัญชีถูกแก้โดยคนหรือระบบภายนอก

ควรเช็ก User เมื่อเจอปัญหาเหล่านี้

  • มีคน Pause Campaign หรือ Keyword สำคัญ
  • มีคนเปลี่ยน Target CPA หรือ Target ROAS
  • มีคนเพิ่ม Keyword จำนวนมาก
  • มีคนแก้ Conversion Action
  • มีคนเปลี่ยน Final URL หรือ Landing Page
  • มีการแก้ไขจาก Google Ads API หรือ Google Ads Editor
  • มีการเปลี่ยนแปลงจากระบบที่ทีมไม่รู้จัก

ประเภทการเปลี่ยนแปลงที่ควรจับตา

ทุก Change ไม่ได้มีผลต่อ Performance เท่ากัน บางอย่างเป็นการแก้ข้อความเล็กน้อย บางอย่างมีผลต่อการใช้เงิน การเข้าประมูล และการวัด Conversion โดยตรง คนยิงแอดจึงควรรู้ว่า Change Type ไหนต้องระวังเป็นพิเศษ

Budget Changes: อาจทำให้ Spend เพิ่ม ลด หรือแคมเปญติดงบเร็วขึ้น
Bidding Changes: มีผลต่อ CPA, ROAS, Volume และ Learning ของระบบ
Keyword Changes: มีผลต่อ Search Terms, Intent และคุณภาพ Traffic
Conversion Changes: มีผลต่อการ Optimize ของ Smart Bidding และการอ่านผล
Targeting Changes: มีผลต่อพื้นที่ ภาษา กลุ่มเป้าหมาย และ Network ที่โฆษณาแสดง

Auto-Apply, API และ Ads Editor มีผลอย่างไร

ไม่ใช่ทุกการเปลี่ยนแปลงจะมาจากคนกดแก้ในหน้า Google Ads โดยตรง บางบัญชีอาจมี Automated Rules, Auto-Apply Recommendations, Google Ads API, Third-party Tool หรือ Google Ads Editor เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้บัญชีเปลี่ยนโดยที่เจ้าของธุรกิจไม่ทันสังเกต

Google ระบุว่า Change History สามารถแสดงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจาก Automated Rules, Google Ads API และ Google Ads Editor ได้ ดังนั้นถ้าเจอ Performance แกว่งผิดปกติ ควรดูคอลัมน์ User และ Tool ประกอบเสมอ ไม่ใช่ดูแค่ Change Type

สิ่งที่ควรระวัง

  • Auto-Apply อาจนำ Recommendation ไปใช้โดยที่ทีมไม่ได้ตรวจทุกครั้ง
  • Automated Rules อาจ Pause, Enable หรือปรับ Budget ตามเงื่อนไขที่ตั้งไว้
  • Google Ads API หรือ Third-party Tool อาจ Sync การเปลี่ยนแปลงจากระบบอื่น
  • Google Ads Editor อาจทำ Bulk Changes จำนวนมากในครั้งเดียว
  • ถ้าไม่ดู Tool และ User อาจเข้าใจผิดว่าไม่มีใครแก้บัญชี

วิธีดู Change History ใน Google Ads

การดู Change History ทำได้จากเมนู Campaigns ใน Google Ads โดยเลือก Change history จากนั้นกำหนดช่วงวันที่ที่ต้องการตรวจ และเลือก Scope หรือ View ที่ต้องการ เช่น All campaigns, Campaign เฉพาะ หรือ Campaign Type เฉพาะ

Step 1: เข้า Google Ads แล้วไปที่เมนู Campaigns
Step 2: เลือก Change history
Step 3: เลือกช่วงวันที่ที่ต้องการตรวจ เช่น 7 วัน, 14 วัน, 30 วัน หรือช่วงที่ Performance เริ่มตก
Step 4: Filter ตาม Campaign, Change type, User, Tool หรือ Item changed
Step 5: เทียบ Change ที่เกิดขึ้นกับกราฟ Performance เช่น Cost, Clicks, Conversions, CTR และ CPA

Workflow วิเคราะห์สาเหตุแคมเปญพังจาก Change History

การดู Change History ให้มีประโยชน์ ต้องไม่ใช่แค่เปิดดูผ่าน ๆ แต่ควรมี Workflow ชัดเจน เริ่มจากหาวันที่ Performance เริ่มเปลี่ยน แล้วเทียบกับ Change ที่เกิดขึ้นก่อนและหลังวันนั้น

Workflow แนะนำ

  1. ดู Performance Graph ก่อนว่า CPA, ROAS, Conversion หรือ Cost เริ่มเปลี่ยนวันไหน
  2. เปิด Change History แล้วเลือกช่วงวันที่ก่อนปัญหาเกิด 7–14 วัน
  3. Filter เฉพาะ Change Type ที่เสี่ยง เช่น Budget, Bidding, Keyword, Conversion, Status, Targeting
  4. ดูว่า Change ไหนเกี่ยวข้องกับแคมเปญที่ผลลัพธ์ตก
  5. ตรวจว่า Change นั้นมาจาก User, Auto-Apply, API, Ads Editor หรือ Automated Rules
  6. เทียบผลก่อนและหลัง Change อย่างน้อย 3–7 วัน ถ้าข้อมูลพอ
  7. ตัดสินว่าจะ Undo, ปรับต่อ หรือเก็บไว้ดูผลเพิ่ม

Undo การเปลี่ยนแปลงได้ไหม

Google ระบุว่าสามารถ Undo การเปลี่ยนแปลงหลายประเภทที่เกิดขึ้นในช่วง 30 วันที่ผ่านมาได้ แต่ไม่ได้แปลว่าทุก Change จะ Undo ได้เสมอไป บางกรณีอาจ Undo ไม่ได้ เช่น รายการที่เกี่ยวข้องถูกลบไปแล้ว หรือมีคนอื่น Undo ไปก่อนหน้า

ดังนั้นถ้าจะ Undo ควรตรวจให้แน่ใจก่อนว่า Change นั้นเป็นสาเหตุของปัญหาจริง ไม่ใช่ Undo เพราะเห็น Performance ตกเพียงวันเดียว เพราะบางครั้ง Smart Bidding หรือ Campaign ใหม่อาจต้องใช้เวลาเรียนรู้ และการ Undo เร็วเกินไปอาจทำให้ระบบแกว่งมากกว่าเดิม

ก่อน Undo ควรถามตัวเอง

  • Change นี้เกิดก่อน Performance ตกจริงหรือไม่
  • มี Change อื่นเกิดพร้อมกันหรือไม่
  • มีข้อมูลพอให้สรุปหรือยัง
  • Undo แล้วจะกระทบแคมเปญอื่นหรือไม่
  • มีการจดบันทึกไว้หรือไม่ว่า Undo เพราะอะไร

Framework AUDIT สำหรับใช้ Change History

  1. A – Anchor the date: หาวันที่ Performance เริ่มเปลี่ยนก่อน แล้วค่อยย้อนดู Change History
  2. U – Understand the change: ดูว่า Change นั้นคือ Budget, Bidding, Keyword, Conversion, Targeting หรือ Status
  3. D – Detect the user/tool: ตรวจว่า Change มาจากใคร หรือมาจาก Auto-Apply, API, Ads Editor หรือ Automated Rules
  4. I – Inspect impact: เทียบ Performance ก่อนและหลัง Change เช่น CPA, ROAS, CTR, Conversion Rate และ Lead Quality
  5. T – Take action: ตัดสินว่าจะ Undo, ปรับต่อ, ทดสอบต่อ หรือจดเป็นบทเรียนสำหรับบัญชี

Masterclass: ตัวอย่างการใช้จริง

Masterclass 1: คอร์ส Google Ads ที่ Lead แย่ลงหลังเพิ่ม Keyword

สมมติแคมเปญโปรโมตคอร์ส Google Ads เคยได้ Lead คุณภาพดี แต่ช่วงหลัง Lead เพิ่มขึ้นแต่คนไม่พร้อมเรียนมากขึ้น สิ่งที่ควรดูใน Change History คือมีใครเพิ่ม Keyword ใหม่หรือเปลี่ยน Match Type ในช่วงก่อน Lead แย่ลงหรือไม่

ถ้าโปรโมต คอร์ส Google Ads Beginner to Expert ควรตรวจว่า Keyword ใหม่ดึงคนที่อยากเรียนจริง หรือดึงคนที่แค่หาข้อมูลฟรี สมัครงาน หรือโหลด Template ฟรีเข้ามา

Masterclass 2: คลินิกที่ CPA แพงขึ้นหลังเปลี่ยน Bid Strategy

คลินิกบางบัญชีอาจเปลี่ยนจาก Maximize Conversions เป็น Target CPA หรือปรับ Target CPA ต่ำเกินไป ทำให้ระบบลด Volume หรือหา Conversion ยากขึ้น ถ้า CPA เริ่มแกว่งหลังมีการเปลี่ยน Bidding ควรย้อนดู Change History ว่าเปลี่ยนวันไหน และผลหลังจากนั้นเป็นอย่างไร

อย่าเพิ่งสรุปว่า Google Ads แพงขึ้นเพราะคู่แข่งเสมอไป เพราะบางครั้งสาเหตุจริงคือการเปลี่ยน Bid Strategy หรือ Target ที่ไม่สัมพันธ์กับข้อมูลเดิมของบัญชี

Masterclass 3: บริการรับทำโฆษณาที่ต้อง Audit บัญชีก่อนแก้

เมื่อลูกค้าส่งบัญชี Google Ads ที่ผลลัพธ์ตกมาให้ดู ขั้นตอนแรกไม่ควรรีบเปลี่ยน Campaign แต่ควรเปิด Change History เพื่อดูว่าใน 30–90 วันที่ผ่านมา มีใครปรับอะไรไว้ เช่น Budget, Bidding, Conversion, Keyword, Negative Keywords หรือ Landing Page URL

หากต้องการให้ทีมช่วยตรวจ Google Ads Account, Change History, Conversion Tracking, Search Terms, Smart Bidding และคุณภาพ Lead สามารถดูรายละเอียดที่ บริการรับทำโฆษณา Facebook, TikTok และ Google Ads

Danger Zone: จุดพลาดที่ควรเลี่ยง

1. รีบแก้แคมเปญโดยไม่ดู Change History: อาจทำให้แก้ผิดจุดและเพิ่มปัญหาใหม่ในบัญชี

2. ดูเฉพาะวันเดียว: Performance อาจแกว่งตามวัน ควรดูเป็นช่วงก่อนและหลัง Change

3. ไม่ดู User และ Tool: อาจไม่รู้ว่าการเปลี่ยนมาจากคน ระบบ Auto-Apply, API หรือ Ads Editor

4. Undo เร็วเกินไป: บาง Change ต้องใช้เวลาเรียนรู้ การ Undo เร็วเกินอาจทำให้ระบบแกว่งกว่าเดิม

5. ไม่จดเหตุผลการแก้: ถ้าไม่มี Log เพิ่มเติม ทีมจะไม่รู้ว่าแก้เพราะอะไร และวัดผลย้อนหลังยาก

6. โทษ Google ก่อนตรวจบัญชี: หลายครั้งปัญหาเกิดจากการตั้งค่าในบัญชี ไม่ใช่ระบบหรือคู่แข่งเสมอไป

Checklist ก่อนแก้แคมเปญที่ผลลัพธ์ตก

  • รู้หรือยังว่า Performance เริ่มตกวันไหน
  • เปิด Change History ในช่วง 7–14 วันก่อนผลลัพธ์ตกหรือยัง
  • Filter ดู Budget, Bidding, Keyword, Conversion, Targeting และ Status แล้วหรือยัง
  • ดู User ว่าใครเป็นคนแก้แล้วหรือยัง
  • ดู Tool ว่ามาจาก Google Ads Interface, API, Ads Editor หรือ Automated Rules หรือไม่
  • มีการเปลี่ยน Target CPA, Target ROAS หรือ Bid Strategy หรือไม่
  • มีการเพิ่ม Keyword หรือเปลี่ยน Match Type หรือไม่
  • มีการแก้ Conversion Action หรือ Conversion Value หรือไม่
  • มีการ Pause Campaign, Ad Group, Keyword หรือ Ad สำคัญหรือไม่
  • เทียบผลก่อนและหลัง Change ด้วย CPA, ROAS, Conversion Rate และ Lead Quality แล้วหรือยัง
  • ถ้าจะ Undo มีเหตุผลและข้อมูลรองรับแล้วหรือยัง

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Change History

1. Change History คืออะไร

Change History คือเครื่องมือใน Google Ads ที่แสดงประวัติการเปลี่ยนแปลงในบัญชี เช่น การแก้ Campaign, Ad Group, Keyword, Budget, Bidding, Conversion และ Targeting

2. Change History ดูย้อนหลังได้กี่ปี

Google ระบุว่า Change History แสดงการเปลี่ยนแปลงย้อนหลังได้ 2 ปี และข้อมูลที่เก่ากว่า 2 ปีจะไม่สามารถดูได้ในหน้านี้

3. ดูได้ไหมว่าใครแก้ Google Ads ไว้

ดูได้ในหลายกรณี โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดผ่าน Google Ads Interface ระบบจะแสดง Email ของ User ที่ทำรายการ และยังสามารถดู Tool ที่เกี่ยวข้อง เช่น API, Ads Editor หรือ Automated Rules ได้ด้วย

4. Change History ช่วยหาสาเหตุแคมเปญพังได้จริงไหม

ช่วยได้มาก เพราะสามารถเทียบวันที่ Performance เริ่มตกกับวันที่มีการเปลี่ยนแปลงในบัญชี เช่น Budget, Bidding, Keyword, Conversion หรือ Targeting เพื่อหาว่า Change ใดอาจมีผลต่อแคมเปญ

5. Undo การเปลี่ยนแปลงใน Change History ได้ไหม

Google ระบุว่าสามารถ Undo การเปลี่ยนแปลงหลายประเภทที่เกิดขึ้นในช่วง 30 วันที่ผ่านมาได้ แต่บาง Change อาจ Undo ไม่ได้ ขึ้นอยู่กับประเภทการเปลี่ยนแปลงและสถานะของรายการที่เกี่ยวข้อง

สรุป: ก่อนแก้ Google Ads ที่พัง ให้ดู Change History ก่อนว่าใครแก้อะไรไว้

Change History เป็นเครื่องมือสำคัญในการทำ Google Ads Audit เพราะช่วยให้รู้ว่าบัญชีมีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้น ใครเป็นคนแก้ แก้เมื่อไร และการเปลี่ยนนั้นอาจเกี่ยวข้องกับ Performance ที่ดีขึ้นหรือแย่ลงหรือไม่

ถ้าแคมเปญพัง ยอดตก CPA แพงขึ้น ROAS ลดลง หรือ Lead Quality แย่ลง อย่าเพิ่งรีบเพิ่มงบหรือเปลี่ยน Strategy ทันที ควรย้อนดู Change History ก่อน โดยเฉพาะการเปลี่ยน Budget, Bidding, Keyword, Conversion, Targeting และ Status

วิธีใช้ที่ดีคือจับวันที่ Performance เริ่มเปลี่ยน แล้วเทียบกับ Change ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ดู User, Tool และ Change Type ให้ครบ จากนั้นค่อยตัดสินใจว่าจะ Undo, ปรับต่อ หรือเก็บข้อมูลเพิ่ม

สำหรับคนที่อยากเรียน Google Ads ตั้งแต่การอ่าน Report, Change History, Conversion Tracking, Smart Bidding, Search Terms และการ Audit บัญชี สามารถดู คอร์ส Google Ads Beginner to Expert และถ้าต้องการใช้ AI ช่วยวิเคราะห์แคมเปญ โฆษณา และข้อมูลการตลาด สามารถดู คอร์ส AI Driven Marketing & Advertising

อย่าเพิ่งแก้ Google Ads แบบเดาสุ่ม ถ้ายังไม่ได้ดู Change History ว่าใครแก้อะไรไว้ก่อนที่ผลลัพธ์จะตก

ถ้าคุณต้องการเรียน Google Ads แบบเป็นระบบ ตั้งแต่ Change History, Google Ads Audit, Conversion Tracking, Smart Bidding ไปจนถึงการวิเคราะห์ผลลัพธ์เชิงธุรกิจ หรืออยากให้ทีมมืออาชีพช่วยตรวจบัญชีว่าแคมเปญพังเพราะอะไร DigitalD2M มีทั้งคอร์สเรียนและบริการให้เลือกตามเป้าหมายธุรกิจของคุณ

DigitalD2M — วางกลยุทธ์ Google Ads, Change History, Google Ads Audit, Conversion Tracking และระบบวัดผลให้ธุรกิจเติบโตอย่างวัดผลได้