Custom Metrics Facebook Ads คืออะไร? 5 สูตรวัดกำไรจริง
“ROAS สูงไม่ได้แปลว่ากำไรดีเสมอไป ถ้า Margin ต่ำ Lead ไม่มีคุณภาพ หรือทีมขายปิดไม่ได้ ตัวเลขสวยใน Ads Manager ก็อาจหลอกตาได้”
Custom Metrics Facebook Ads และ Custom Columns Facebook Ads คือเครื่องมือใน Meta Ads Manager ที่ช่วยให้คนยิงแอดสร้างตารางวัดผลตามเป้าหมายธุรกิจจริง ไม่ใช่ดูแค่ Metric พื้นฐานอย่าง CPM, CPC, CTR, Cost per Result หรือ ROAS อย่างเดียว หัวข้อนี้สำคัญมาก เพราะเจ้าของธุรกิจจำนวนมากเปิด Ads Manager แล้วดูแค่ตัวเลขไม่กี่ตัว เช่น ค่าแชทกี่บาท, ROAS เท่าไร, ค่า Lead ถูกไหม หรือ CPC แพงหรือถูก แต่ในธุรกิจจริง คำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ แชทที่ได้มีคุณภาพไหม Lead ที่ได้ปิดการขายได้ไหม ยอดขายที่เกิดขึ้นเหลือกำไรจริงกี่บาท และค่าโฆษณากิน Margin ไปกี่เปอร์เซ็นต์ Meta อธิบายว่า Customize Columns ใน Ads Manager ช่วยให้ผู้ลงโฆษณาเลือกข้อมูลที่ต้องการดู เพื่อเข้าใจว่าแคมเปญช่วยให้ธุรกิจบรรลุเป้าหมายหรือไม่ อ่านข้อมูลทางการได้ที่ Meta Business Help Center เรื่อง Customize columns in Meta Ads Manager Meta ยังมีฟีเจอร์ Create Custom Metrics ที่ให้ผู้ลงโฆษณาสร้าง Metric เองจากสูตรที่ต้องการ โดยเข้าไปที่ Ads Manager > Columns > Customize columns > Create custom metric อ่านรายละเอียดได้ที่ Meta Business Help Center เรื่อง Create custom metrics in Meta Ads Manager บทความนี้จะพาเข้าใจว่า Custom Columns และ Custom Metrics คืออะไร ต่างกันอย่างไร ทำไมการดู ROAS อย่างเดียวอาจไม่พอ สูตร Metric ไหนควรสร้างสำหรับธุรกิจไทยที่ยิงแอดทักแชท Lead และ E-commerce รวมถึง Best Practice ที่ควรใช้จริงเพื่อสร้าง Dashboard ที่อ่านกำไรจริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขสวยหน้า Ads ถ้าต้องการเรียน Facebook Ads แบบจับมือทำ ตั้งแต่โครงสร้างแคมเปญ, Custom Columns, Custom Metrics, Pixel/CAPI, Message Ads, Conversion Tracking และ Dashboard วัดผลจากยอดขายจริง สามารถดูรายละเอียดได้ที่ คอร์ส Facebook Ads Zero to Advance เพื่อยิงแอดแบบวัดผลจริง ไม่ใช่ดูแค่ค่าแชทถูกหรือ ROAS สวย
สารบัญ
- Custom Metrics Facebook Ads คืออะไร
- Custom Columns ต่างจาก Custom Metrics อย่างไร
- ทำไมดูแค่ ROAS อาจทำให้ตัดสินใจผิด
- 5 สูตร Custom Metrics ที่ควรสร้าง
- Dashboard ที่ดีควรมี 4 ชั้น
- Custom Metrics จะดีได้ ต้องมีข้อมูลที่ถูกต้องก่อน
- Community Insight และ Best Practice ที่ควรรู้
- PROFIT Framework สำหรับสร้าง Dashboard วัดกำไรจริง
- Masterclass 3 กล่องสำหรับ Custom Metrics
- ตาราง Use Case สำหรับธุรกิจแต่ละประเภท
- Danger Zone จุดพลาดของการใช้ Custom Metrics
- Checklist ก่อนสร้าง Custom Metrics
- FAQ คำถามที่พบบ่อย
- สรุป
Custom Metrics Facebook Ads คืออะไร
Custom Metrics Facebook Ads คือการสร้างตัวชี้วัดใหม่ใน Meta Ads Manager จากสูตรที่เรากำหนดเอง เพื่อให้เห็นข้อมูลที่ตอบโจทย์ธุรกิจมากกว่า Metric มาตรฐานที่ระบบมีให้ ตัวอย่างเช่น ระบบมี Metric พื้นฐานอย่าง Amount Spent, Link Clicks, Landing Page Views, Leads, Purchases, Purchase Conversion Value และ ROAS แต่ธุรกิจจริงอาจอยากรู้มากกว่านั้น เช่น:- คลิกที่ซื้อมา โหลดหน้าเว็บสำเร็จกี่เปอร์เซ็นต์
- Lead ที่ได้มีคุณภาพกี่เปอร์เซ็นต์
- แชทที่ได้ปิดการขายได้กี่เปอร์เซ็นต์
- ค่าโฆษณาต่อ Qualified Lead เท่าไร
- ROAS หลังหัก Margin แล้วคุ้มจริงไหม
- กำไรขั้นต้นโดยประมาณต่อค่าโฆษณาเป็นเท่าไร
Custom Columns ต่างจาก Custom Metrics อย่างไร
Custom Columns คือการเลือกและจัดเรียงคอลัมน์ใน Ads Manager ตามสิ่งที่เราต้องการดู เช่น เพิ่ม CPM, CTR, CPC, Cost per Result, Purchases, ROAS, Frequency, Landing Page Views หรือ Messaging Conversations Started แล้วบันทึกเป็น Preset ไว้ใช้ซ้ำ Custom Metrics คือการสร้าง Metric ใหม่จากสูตรของเราเอง เช่น Landing Page Load Rate, Profit ROAS, Lead Quality Rate หรือ Cost per Qualified Lead แล้วนำ Metric นั้นไปใส่ใน Custom Columns สรุปง่าย ๆ:- Custom Columns: จัดตารางว่าจะดูข้อมูลอะไรบ้าง
- Custom Metrics: สร้างสูตรวัดผลใหม่ที่ระบบไม่มีให้ตรง ๆ
- Custom Columns เหมาะกับ: การทำ Dashboard รายวันหรือรายสัปดาห์
- Custom Metrics เหมาะกับ: การวัด KPI เฉพาะธุรกิจ เช่น กำไร Lead คุณภาพ หรือประสิทธิภาพ Funnel
ทำไมดูแค่ ROAS อาจทำให้ตัดสินใจผิด
ROAS หรือ Return on Ad Spend เป็น Metric ที่หลายคนใช้ตัดสินแคมเปญ E-commerce หรือ Conversion Campaign แต่ปัญหาคือ ROAS วัด “รายได้เทียบค่าโฆษณา” ไม่ได้วัด “กำไรจริง” เสมอไป ตัวอย่างเช่น:- แคมเปญ A ROAS 5 เท่า แต่สินค้ามีกำไรขั้นต้น 20 เปอร์เซ็นต์
- แคมเปญ B ROAS 3 เท่า แต่สินค้ามีกำไรขั้นต้น 60 เปอร์เซ็นต์
- แคมเปญ A ได้ Lead ละ 50 บาท แต่ Lead ไม่มีคุณภาพ ปิดการขายได้ 1 เปอร์เซ็นต์
- แคมเปญ B ได้ Lead ละ 150 บาท แต่ Lead คุณภาพดี ปิดการขายได้ 15 เปอร์เซ็นต์
5 สูตร Custom Metrics ที่ควรสร้าง
ด้านล่างคือ 5 สูตรที่เหมาะกับธุรกิจไทยที่ยิง Facebook Ads, Message Ads, Lead Ads และ E-commerce โดยบางสูตรสามารถทำใน Meta Ads Manager ได้ทันทีถ้ามี Metric รองรับ ส่วนบางสูตรต้องส่งข้อมูลจาก Pixel, CAPI, Custom Conversion, Offline Event หรือ CRM ก่อน1. Landing Page Load Rate
สูตร: Landing Page Views / Link Clicks
ใช้วัดอะไร: ใช้วัดว่าคนที่คลิกโฆษณา โหลดหน้า Landing Page สำเร็จจริงกี่เปอร์เซ็นต์
ทำไมสำคัญ: ถ้า Link Clicks เยอะ แต่ Landing Page Views ต่ำ อาจแปลว่าหน้าเว็บโหลดช้า, Redirect มีปัญหา, UX มือถือไม่ดี หรือคนกดผิดแล้วออกก่อนหน้าโหลดสำเร็จ
2. Profit ROAS
สูตรพื้นฐาน: กำไรขั้นต้นโดยประมาณ / Amount Spent
สูตรประยุกต์: (Purchase Conversion Value x Gross Margin %) / Amount Spent
ใช้วัดอะไร: ใช้วัดว่า ROAS ที่เห็นมีโอกาสเหลือกำไรจริงหรือไม่
ข้อควรระวัง: ถ้า Meta ไม่มีข้อมูล Margin จริง สูตรนี้จะเป็นการประมาณ ต้องใช้ด้วยความเข้าใจ และควรเทียบกับกำไรจริงหลังบ้าน
3. Cost per Qualified Lead
สูตร: Amount Spent / Qualified Leads
ใช้วัดอะไร: ใช้วัดต้นทุนต่อ Lead คุณภาพ ไม่ใช่แค่ Lead ทั้งหมด
ข้อควรระวัง: ต้องมีการนิยาม Qualified Lead ชัดเจน เช่น มีงบพร้อมซื้อ, ตรงพื้นที่บริการ, เบอร์โทรใช้ได้, ตอบกลับได้ หรือผ่านเกณฑ์ทีมขาย
4. Chat-to-Sale Rate
สูตร: Sales / Messaging Conversations Started
ใช้วัดอะไร: ใช้วัดว่าแชทที่ได้จากโฆษณากลายเป็นยอดขายได้กี่เปอร์เซ็นต์
ข้อควรระวัง: ถ้าข้อมูล Sales ไม่ได้ส่งกลับเข้า Meta ต้องวัดผ่าน CRM, LINE, Inbox Label หรือ Dashboard แยก ไม่ควรเดาจากค่าแชทอย่างเดียว
5. Lead Quality Rate
สูตร: Qualified Leads / Total Leads
ใช้วัดอะไร: ใช้วัดว่าสัดส่วน Lead คุณภาพจากแคมเปญสูงหรือต่ำ
ทำไมสำคัญ: แคมเปญที่ได้ Lead เยอะและถูก อาจไม่ดีถ้า Lead Quality Rate ต่ำ เพราะทีมขายเสียเวลาตาม Lead ที่ไม่มีโอกาสปิดจริง
Dashboard ที่ดีควรมี 4 ชั้น
การสร้าง Custom Columns ที่ดีไม่ควรโยนทุก Metric ลงในตารางเดียวจนอ่านไม่รู้เรื่อง ควรจัดเป็นชั้น ๆ ตาม Funnel เพื่อให้เห็นว่าแคมเปญเสียตรงไหน ชั้นที่ 1: Delivery และ Cost- Amount Spent
- Reach
- Impressions
- CPM
- Frequency
- CTR
- CPC
- Link Clicks
- Landing Page Views
- Landing Page Load Rate
- Results
- Cost per Result
- Leads
- Qualified Leads
- Cost per Qualified Lead
- Purchases
- Purchase Conversion Value
- ROAS
- Profit ROAS
- Cost per Sale
- Margin หลังหักค่าโฆษณา
Custom Metrics จะดีได้ ต้องมีข้อมูลที่ถูกต้องก่อน
จุดที่หลายคนเข้าใจผิดคือคิดว่า Custom Metrics จะคำนวณทุกอย่างให้เองแบบวิเศษ ทั้งที่จริงแล้วสูตรจะดีได้ก็ต่อเมื่อข้อมูลที่นำมาคำนวณถูกต้องและครบถ้วน ตัวอย่างเช่น:- ถ้าจะคำนวณ Profit ROAS ต้องมีข้อมูล Revenue และ Margin ที่ใกล้ความจริง
- ถ้าจะคำนวณ Cost per Qualified Lead ต้องมี Event หรือข้อมูล Qualified Lead ที่ส่งเข้า Meta หรือระบบรายงานแยก
- ถ้าจะดู Chat-to-Sale Rate ต้องมีข้อมูลยอดขายจากแชท ไม่ใช่ดูแค่จำนวนแชท
- ถ้าจะดู Landing Page Load Rate ต้องมีทั้ง Link Clicks และ Landing Page Views ที่เก็บถูกต้อง
Community Insight และ Best Practice ที่ควรรู้
จากมุมของคนทำ Performance Marketing และ Community ที่ทำ Meta Ads จริง ประเด็นที่พูดกันบ่อยคือ Ads Manager แบบ Default ไม่พอสำหรับการตัดสินใจเชิงธุรกิจ เพราะ Metric มาตรฐานส่วนใหญ่ตอบคำถามเรื่องแคมเปญ แต่ยังไม่ตอบคำถามเรื่องกำไร คุณภาพ Lead และยอดขายจริง Best Practice ที่ควรใช้จริง:- อย่าสร้าง Metric เยอะเกินไป: เริ่มจาก 3–5 Metric ที่ตอบคำถามธุรกิจจริงก่อน
- ตั้งชื่อให้ชัด: เช่น Profit ROAS, LP Load Rate, Cost per Qualified Lead เพื่อให้ทีมอ่านตรงกัน
- แยก Dashboard ตามเป้าหมาย: Message Ads, Lead Ads และ E-commerce ควรมี Column Preset คนละชุด
- ตรวจสูตรด้วยมือก่อนใช้จริง: เทียบสูตร Custom Metric กับการคำนวณใน Spreadsheet เพื่อกันสูตรผิด
- อย่าใช้ Custom Metrics แทน CRM: ตัวเลขใน Meta เป็นมุมของแคมเปญ แต่ยอดจริงควรเทียบกับหลังบ้านเสมอ
- ใช้ Metric เพื่อถามคำถาม ไม่ใช่เพื่อทำให้ Report ดูซับซ้อน: Metric ที่ดีต้องช่วยตัดสินใจว่าจะเพิ่มงบ ปรับ Creative ปรับ Offer หรือแก้ Landing Page
PROFIT Framework สำหรับสร้าง Dashboard วัดกำไรจริง
Framework เฉพาะบทความนี้คือ PROFIT Framework ใช้สำหรับสร้าง Custom Columns และ Custom Metrics ที่เชื่อมค่าแอดกับกำไรจริงของธุรกิจ- P – Primary Goal: ระบุเป้าหมายหลักก่อน เช่น แชท Lead Purchase Booking หรือยอดขายจริง
- R – Revenue and Margin: รู้รายได้และ Margin ของสินค้าหรือบริการก่อนดู ROAS
- O – Offline Quality: เก็บข้อมูลคุณภาพหลังบ้าน เช่น Qualified Lead, Close Rate, Paid Order หรือ Appointment
- F – Funnel Metrics: วัดแต่ละชั้นของ Funnel ตั้งแต่ Impression, Click, Landing Page View, Lead, Sale และ Profit
- I – Integration: เชื่อม Pixel, CAPI, UTM, CRM หรือ Offline Event ให้ข้อมูลไหลกลับมาใช้ได้
- T – Test and Tune: ทดสอบสูตร เทียบกับหลังบ้าน และปรับ Dashboard ให้ทีมใช้ตัดสินใจได้จริง
Masterclass 3 กล่องสำหรับ Custom Metrics
Masterclass 1: ROAS สูงแต่กำไรหาย ให้สร้าง Profit ROAS
แนวคิด: ROAS วัดรายได้เทียบค่าโฆษณา แต่ไม่รู้ต้นทุนสินค้า ค่าขนส่ง ส่วนลด ค่าคอมมิชชัน หรือ Margin จริง ถ้าธุรกิจ Margin ต่ำ ROAS ที่ดูดีอาจไม่เหลือกำไร
วิธีการนำไปปรับใช้: สร้าง Profit ROAS โดยใช้ Gross Profit หรือใช้ Purchase Conversion Value คูณ Margin โดยประมาณ แล้วหารด้วย Amount Spent จากนั้นเทียบกับกำไรจริงหลังบ้านเป็นประจำ
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ: ถ้าโปรโมตสินค้า E-commerce ที่ Margin 30 เปอร์เซ็นต์ ROAS 3 เท่าอาจยังไม่ได้แปลว่ากำไรดี เพราะต้องหักค่าโฆษณา ค่าขนส่ง โปรโมชัน และต้นทุนอื่นร่วมด้วย
Masterclass 2: Lead ถูกแต่ทีมขายเหนื่อย ให้ดู Cost per Qualified Lead
แนวคิด: Lead ราคาถูกไม่ได้แปลว่าดี ถ้า Lead ไม่ตรงกลุ่ม ไม่ตอบกลับ ไม่มีงบ หรือไม่มีโอกาสปิดจริง ทีมขายจะเสียเวลามากขึ้นโดยไม่ได้ยอดขายเพิ่ม
วิธีการนำไปปรับใช้: นิยาม Qualified Lead ให้ชัด แล้ววัด Cost per Qualified Lead แทน Cost per Lead อย่างเดียว เช่น Lead ที่มีงบ ตรงพื้นที่ สนใจจริง และติดต่อได้
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ: ถ้าโปรโมต คอร์ส Facebook Ads Zero to Advance Lead ที่ทักมาแต่ไม่มีงบหรือไม่พร้อมเรียน ไม่ควรถูกนับเท่ากับ Lead ที่พร้อมลงทะเบียนและโอนเงินจริง
Masterclass 3: คลิกเยอะแต่ยอดไม่มา ให้ดู Landing Page Load Rate
แนวคิด: ถ้า Link Clicks เยอะ แต่ Landing Page Views ต่ำ ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่โฆษณา แต่อาจอยู่ที่เว็บโหลดช้า Redirect เพี้ยน หรือประสบการณ์มือถือไม่ดี
วิธีการนำไปปรับใช้: สร้าง Landing Page Load Rate = Landing Page Views / Link Clicks แล้วใช้ดูแคมเปญที่มี Gap สูง จากนั้นตรวจ Page Speed, Mobile UX, Tracking และ Redirect
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ: ธุรกิจอสังหาหรือคอร์สเรียนที่ใช้ Landing Page ถ้า Clicks มาเยอะแต่คนไม่โหลดหน้าเว็บสำเร็จ ค่า Lead จะแพงขึ้นโดยไม่จำเป็น ถ้าต้องการให้ทีมช่วยตรวจบัญชี สามารถดูได้ที่ บริการรับทำโฆษณา Facebook, TikTok และ Google Ads
ตาราง Use Case สำหรับธุรกิจแต่ละประเภท
| ประเภทธุรกิจ | Custom Metrics ที่ควรใช้ | คำถามที่ตอบได้ |
|---|---|---|
| ธุรกิจทักแชท | Chat-to-Sale Rate, Cost per Sale, Qualified Chat Rate | แชทที่ได้ปิดยอดจริงไหม หรือแค่ค่าแชทถูก |
| E-commerce | Profit ROAS, Gross Profit per Spend, Landing Page Load Rate | ROAS ที่เห็นเหลือกำไรจริงไหม และเว็บโหลดดีพอไหม |
| คอร์สเรียน | Cost per Qualified Lead, Lead Quality Rate, Close Rate | Lead ที่ได้พร้อมเรียนและจ่ายเงินจริงแค่ไหน |
| อสังหา | Cost per Qualified Lead, Appointment Rate, Site Visit Rate | Lead ที่ได้มีโอกาสนัดชมโครงการหรือซื้อจริงไหม |
| คลินิก / สุขภาพ | Booking Rate, Cost per Booking, Lead Quality Rate | แชทหรือ Lead ที่ได้กลายเป็น Booking จริงหรือไม่ |
Danger Zone: จุดพลาดของการใช้ Custom Metrics
ข้อผิดพลาดที่ 1: สร้าง Metric จากข้อมูลที่ยังไม่ถูกต้อง
คำอธิบายคือถ้า Pixel, CAPI, UTM หรือ CRM ยังผิด สูตรที่สร้างก็จะผิดตาม ผลเสียคือ Dashboard ดูดีแต่ตัดสินใจผิด แนวทางคือแก้ระบบวัดผลก่อนสร้าง Metric ขั้นสูง
ข้อผิดพลาดที่ 2: ดู ROAS โดยไม่ดู Margin
ROAS สูงไม่ได้แปลว่ากำไรสูงเสมอไป ผลเสียคือเพิ่มงบให้แคมเปญที่ดูดีแต่เหลือกำไรต่ำ แนวทางคือสร้าง Profit ROAS หรือดู Margin หลังหักค่าโฆษณาร่วมด้วย
ข้อผิดพลาดที่ 3: นับ Lead ทุกคนเท่ากัน
Lead ที่ไม่มีงบ ไม่ตรงพื้นที่ หรือไม่พร้อมซื้อ ไม่ควรถูกนับเท่ากับ Lead คุณภาพ ผลเสียคือระบบและทีมตัดสินใจจากจำนวน Lead แทนคุณภาพ Lead แนวทางคือสร้าง Qualified Lead และ Cost per Qualified Lead
ข้อผิดพลาดที่ 4: สร้าง Dashboard เยอะจนทีมไม่ใช้
Metric เยอะเกินไปทำให้ทีมอ่านยาก ผลเสียคือ Dashboard กลายเป็นรายงานที่ไม่มีใครใช้ตัดสินใจ แนวทางคือเริ่มจาก Metric สำคัญ 3–5 ตัวต่อเป้าหมายแคมเปญ
ข้อผิดพลาดที่ 5: ไม่เทียบกับยอดจริงหลังบ้าน
Custom Metrics ใน Meta ยังเป็นข้อมูลในมุมแพลตฟอร์ม ถ้าไม่เทียบกับยอดจริง ผลเสียคืออาจเชื่อตัวเลขที่ไม่สะท้อนกำไรจริง แนวทางคือเทียบ CRM, LINE, Order, Payment และ Margin ทุกสัปดาห์
Checklist ก่อนสร้าง Custom Metrics
- ระบุเป้าหมายแคมเปญก่อนว่าเน้น Message, Lead, Purchase, Booking หรือยอดขายจริง
- ตรวจว่า Pixel และ CAPI ทำงานถูกต้อง
- ตรวจว่า Event ที่ใช้วัดผลยิงถูกจุด ไม่ซ้ำ และไม่ขาด
- ตรวจว่า UTM เป็นมาตรฐานและไม่หายระหว่าง Redirect
- นิยาม Qualified Lead หรือ Qualified Chat ให้ชัด
- รู้ Margin หรือกำไรขั้นต้นของสินค้าและบริการก่อนใช้ Profit Metric
- แยก Column Preset ตามเป้าหมาย เช่น Message, Lead, E-commerce และ Creative Testing
- สร้าง Custom Metrics เฉพาะที่ช่วยตัดสินใจจริง ไม่ใช่สร้างเยอะเพื่อให้รายงานดูซับซ้อน
- ทดสอบสูตรใน Spreadsheet ก่อนนำไปใช้ใน Ads Manager
- ตั้งชื่อ Metric ให้ทีมอ่านเข้าใจ เช่น LP Load Rate หรือ Cost per Qualified Lead
- ตรวจ Dashboard ทุกสัปดาห์เทียบกับ CRM, LINE, Order หรือยอดขายจริง
- ปรับสูตรเมื่อธุรกิจเปลี่ยน เช่น Margin เปลี่ยน ราคาเปลี่ยน หรือ Funnel เปลี่ยน
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Custom Metrics Facebook Ads
Custom Metrics Facebook Ads คืออะไร
Custom Metrics Facebook Ads คือการสร้างตัวชี้วัดใหม่ใน Meta Ads Manager จากสูตรที่เรากำหนดเอง เพื่อวัดผลแคมเปญให้ตรงกับเป้าหมายธุรกิจ เช่น Profit ROAS, Cost per Qualified Lead หรือ Landing Page Load Rate
Custom Columns กับ Custom Metrics ต่างกันอย่างไร
Custom Columns คือการเลือกและจัดเรียงคอลัมน์ใน Ads Manager ส่วน Custom Metrics คือการสร้างสูตร Metric ใหม่ แล้วนำไปใส่ใน Custom Columns เพื่อใช้ดูเป็น Dashboard
ROAS สูงแปลว่ากำไรดีไหม
ไม่เสมอไป ROAS วัดรายได้เทียบค่าโฆษณา แต่ไม่ได้หักต้นทุนสินค้า ค่าขนส่ง ส่วนลด ค่าธรรมเนียม หรือ Margin จริง ดังนั้นควรดู Profit ROAS หรือกำไรจริงหลังบ้านร่วมด้วย
Cost per Qualified Lead ต้องทำอย่างไร
ต้องนิยาม Qualified Lead ก่อน เช่น Lead ที่มีงบ ตรงพื้นที่ ติดต่อได้ และสนใจจริง จากนั้นต้องมีวิธีเก็บข้อมูล Lead คุณภาพ เช่น CRM, Offline Event, Custom Conversion หรือ Dashboard แยก แล้วจึงคำนวณ Amount Spent หาร Qualified Leads
Custom Metrics ใช้แทนรายงานหลังบ้านได้ไหม
ไม่ควรใช้แทนทั้งหมด เพราะ Custom Metrics ใน Meta ยังเป็นข้อมูลในมุมแพลตฟอร์ม ควรใช้ร่วมกับข้อมูลหลังบ้าน เช่น CRM, LINE, Order, Payment, Close Rate และ Margin เพื่อสรุปกำไรจริง
สรุป
Custom Metrics Facebook Ads และ Custom Columns Facebook Ads คือเครื่องมือสำคัญสำหรับคนที่ต้องการอ่านผลลัพธ์โฆษณาให้ลึกกว่าค่าแชท, CPC, Cost per Result หรือ ROAS เพราะธุรกิจจริงต้องรู้ว่าแคมเปญสร้าง Lead คุณภาพ ยอดขาย และกำไรจริงได้แค่ไหน หัวใจสำคัญคือ ROAS สูงไม่ได้แปลว่ากำไรดีเสมอไป และ Lead ถูกไม่ได้แปลว่า Lead ดีเสมอไป ถ้า Margin ต่ำ ปิดการขายยาก หรือ Lead ไม่มีคุณภาพ แคมเปญที่ตัวเลขหน้า Ads สวยอาจไม่ใช่แคมเปญที่ทำเงินที่สุด Best Practice คือเริ่มจากเป้าหมายธุรกิจ สร้าง Custom Metrics ที่ตอบคำถามจริง เช่น Landing Page Load Rate, Profit ROAS, Cost per Qualified Lead, Chat-to-Sale Rate และ Lead Quality Rate จากนั้นจัด Custom Columns เป็น Dashboard ที่ทีมใช้ตัดสินใจได้จริง พร้อมตรวจข้อมูล Pixel, CAPI, UTM, CRM และยอดขายหลังบ้านให้ถูกต้องเสมอ ถ้าต้องการให้ทีมช่วยวางระบบ Facebook Ads, Custom Metrics, Custom Columns, Pixel/CAPI, UTM, CRM Tracking และ Dashboard วัดกำไรจริง สามารถดูตัวอย่างงานได้ที่ ผลงาน Digital Marketing และ Online Advertisingอย่าตัดสินแคมเปญจาก ROAS หรือค่าแชทอย่างเดียว ต้องสร้าง Dashboard ที่เห็นกำไรจริง
ถ้าคุณต้องการยิง Facebook Ads ให้รู้ว่าแคมเปญไหนสร้างยอดขายและกำไรจริง DigitalD2M ช่วยวาง Custom Metrics, Custom Columns, Pixel/CAPI, UTM, CRM และ Report ที่เชื่อมค่าแอดกับผลลัพธ์หลังบ้าน
DigitalD2M — วางกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ โฆษณา และระบบ AI Marketing ให้ธุรกิจเติบโตอย่างวัดผลได้